วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556

งานวันที่ 27 มกราคม 2556


1.สื่อกลางประเภทมีสายแต่ละประเภท มีข้อดีและข้อเสียอย่างไรบ้าง จงเปรียบเทียบ
ตอบ สื่อกลางปะเภทมีสาย (Wired Media)  เช่น สายโทรศัพท์ เคเบิลใยแก้วนำแสง เป็นต้น สื่อที่จัดอยู่ในการสื่อสารแบบมีสายที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่
1.สายทองแดงแบบไม่หุ้มฉนวน (Unshield Twisted Pair)(UTP) เป็นสายคู่บิดเกลียว 4 คู่ ใช้ยาวไม่เกิน 100 เมตร มีราคาถูกและนิยมใช้กันมากที่สุด ส่วนใหญ่มักใช้กับระบบโทรศัพท์ แต่สายแบบนี้มักจะถูกรบกวนได้ง่าย และไม่ค่อยทนทาน
ข้อดีของสาย UTP
- ราคาถูก
- ติดตั้งง่ายเนื่องจากน้ำหนักเบา
- มีความยืดหยุ่น และสามารถโค้งงอได้มาก
ข้อเสียของสาย UTP
- ไม่เหมาะในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ห่างไกลมาก เพราะสัญญาณที่วิ่งบนสายจะถูกลดทอนลงไปตามความยาวของสาย (มีความยาวของสายในการเชื่อมต่อได้ไม่เกิน 100 เมตร)

2.สายทองแดงแบบหุ้มฉนวน (Shield Twisted Pair) (STP) เป็นสายพัฒนามาจากสาย UTP โดยมียางห่อหุ้มภายนอก มีลักษณะเป็นสองเส้นแล้วบิดเป็นเกลียวเข้าด้วยกันเพื่อลดเสียงรบกวน มีฉนวนหุ้มรอบนอก มีราคาถูก ติดตั้งง่าย น้ำหนักเบาและ การรบกวนทางไฟฟ้าต่ำ สายโทรศัพท์จัดเป็นสายคู่บิดเกลียวแบบหุ้มฉนวน
ข้อดีของสาย STP
- ส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงกว่า UTP
- ป้องกันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และคลื่นวิทยุ
ข้อเสียของสาย STP
- มีขนาดใหญ่และไม่ค่อยยืดหยุ่นในการงอพับสายมากนัก
- ราคาแพงกว่าสาย UTP

3. สายโคแอกเชียล (Coaxial Cable) สายโคแอกเชียลเป็นสายสัญญาณอีกแบบหนึ่ง จะประกอบด้วยลวดทองแดงอยู่ตรงกลาง หุ้มด้วยฉนวนพลาสติก 1ชั้น แล้วจึงหุ้มด้วยทองแดงที่ถักเป็นแผ่น แล้วหุ้มภายนอกอีกชั้นหนึ่งด้วยฉนวน สามารถป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและสัญญาณรบกวนอื่นๆ ใช้ในระบบโทรทัศน์ ความเร็วในการส่งข้อมูล 350 Mbps ส่งได้ในระยะทาง 2-3 mil

ข้อดีและข้อเสียของสายโคแอกเชียล 
ข้อดี
1. ราคาถูก
2. มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน
3. ติดตั้งง่าย และมีน้ำหนักเบา
ข้อเสีย
1. ถูกรบกวนจากสัญญาณภายนอกได้ง่าย 2. ระยะทางจำกัด

4. สายใยแก้วนำแสง (Fiber Optic Cable) ประกอบด้วยเส้นใยที่ทำมาจากใยแก้ว 2 ชนิด ชนิดหนึ่งจะอยู่ที่แกนกลาง ส่วนอีกชนิดหนึ่งอยู่ที่ด้านนอก ซึ่งใยแก้วทั้งสองจะมีดัชนีการสะท้อนแสงต่างกัน ทำให้แสงซึ่งถูกส่งออกมาจากปลายด้านหนึ่งสามารถส่งผ่านไปอีกด้านหนึ่งได้ ใช้สำหรับส่งข้อมูลที่ต้องการความเร็วสูง มีข้อมูลที่ต้องการส่งเป็นจำนวนมาก และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีสัญญาณไฟฟ้ารบกวนมาก ความเร็วในการส่งข้อมูล 1 Gbps ระยะทางในการส่งข้อมูล 20-30 mile
ข้อดีข้อเสียของสายใยแก้วนำแสง
ข้อดี1. ป้องกันการรบกวนจากสัญญาณไฟฟ้าได้มาก
2. ส่งข้อมูลได้ระยะไกลโดยไม่ต้องมีตัวขยายสัญญาณ
3. การดักสัญญาณทำได้ยาก ข้อมูลจึงมีความปลอดภัยมากกว่าสายส่งแบบอื่น
4. ส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงและสามารถส่งได้มาก ขนาดของสายเล็กและน้ำหนักเบา
ข้อเสีย
1. มีราคาแพงกว่าสายส่งข้อมูลแบบสายคู่ตีเกลียวและโคแอกเชียล
2. ต้องใช้ความชำนาญในการติดตั้ง
3. มีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งสูงกว่า สายคู่ตีเกลียวและโคแอกเชียล

2.การนำระบบเครือข่ายมาใช้ในองค์กร มีประโยชน์อย่างไร
ตอบ
1. เพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างเครือข่ายของธุรกิจการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ที่เกี่ยวข้องในธุรกิจของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ผู้ขายวัตถุดิบ หรือ ผู้ให้บริการ ด้านต่างๆ แก่บริษัท สร้างความสัมพันธ์และ เครือข่ายทางธุรกิจ ซึ่งลูกค้าสามารถดูข้อมูลของบริษัทสินค้า หรือบริการได้อย่างสะดวก และสามารถติดต่อสื่อสารกับบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน และประหยัดค่าใช้จ่าย
2. ทำให้เกิดช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็ว ช่วยในการตัดสินใจ และบริหารงานทั้งระดับบุคคลและองค์กร
3. ช่วยในด้านของการสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น แอพพลิเคชั่นที่ใช้ในการสื่อสารที่เป็นที่นิยมก็คือ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (
electronic mail หรือ e-mail) เป็นระบบที่สามารถแลกเปลี่ยนข้อความผ่านระบบเครือข่าย อีเมล์เหมือนกับเป็นการรวมการทำงานของระบบไปรษณีย์กับระบบตอบรับโทรศัพท์
4. ความประหยัดในการใช้อุปกรณ์ร่วมกัน (
Sharing of peripheral devices) เครือข่ายคอมพิวเตอร์ทำให้ผู้ใช้ สามารถใช้อุปกรณ์ รอบข้างที่ต่อพ่วงกับระบบคอมพิวเตอร์ ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเครื่องพิมพ์ ดิสก์ไดร์ฟ ซีดีรอม สแกนเนอร์ โมเด็ม เป็นต้น ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ที่มีราคาแพง เชื่อมต่อพ่วงให้กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง
5. ทำให้ระบบงานมีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือของข้อมูล เพราะจะมีการทำสำรองข้อมูลไว้ เมื่อเครื่องที่ใช้งานเกิดมีปัญหา ก็สามารถนำข้อมูลที่มีการสำรองมาใช้ได้ อย่างทันที

3.หากนำระบบเครือข่ายมาใช้ในองค์กรนักศึกษาจะเลือกรูปแบบของระบบเครือข่าย(LAN Topology) แบบใดเพราะอะไร
ตอบ
เลือกใช้ระบบเครือข่ายไร้สาย(Wireless LAN Technology) เพราะว่า
1. reduced cost- of-ownership ลดค่าใช้จ่ายโดยรวม ที่ผู้ลงทุนต้องลงทุน ซึ่งมีราคาสูง เพราะในระยะยาวแล้ว ระบบเครือข่ายไร้สายไม่จำเป็นต้องเสียค่าบำรุงรักษาและการขยายเครือข่ายก็ลงทุนน้อยกว่าเดิมหลายเท่า เนื่องด้วยความง่ายในการติดตั้ง
2.
scalabilityเครือข่ายไร้สายทำให้องค์กรสามารถปรับขนาดและความเหมาะสมได้ง่ายไม่ยุ่งยาก เพราะสามารถโยกย้ายตำแหน่งการใช้งานโดยเฉพาะระบบที่มีการเชื่อมระหว่างจุดต่อจุด เช่น ระหว่างตึก
3.
mobility improves productivity & service มีความคล่องตัวสูง ดังนั้นไม่ว่าเราจะเคลื่อนที่ไปที่ไหน หรือเคลื่อนย้ายคอมพิวเตอร์ไปตำแหน่งใด ก็ยังมีการเชื่อมต่อ กับเครือข่ายตลอดเวลา ตราบใดที่ยังอยู่ในระยะการส่งข้อมูล
4. installation speed and simplicityสามารถติดตั้งได้ง่ายและรวดเร็ว เพราะไม่ต้องเสียเวลาติดตั้งสายเคเบิล และไม่รกรุงรัง
5. installation flexibilityสามารถขยายระบบเครือข่ายได้ง่าย เพราะเพียงแค่มี พีซีการ์ดมาต่อเข้ากับโน๊ตบุ๊ค หรือพีซี ก็เข้าสู่เครือข่ายได้ทันที

4.อินเทอร์เน็ตมีข้อดีต่อระบบการศึกษาไทยอย่างไร
ตอบ อินเตอร์เน็ตมีข้อดีต่อการศึกษาไทยมีดังนี้
1. เพื่ออำนวยความสะดวกในการบริหารด้านการศึกษา เช่น ระบบการลงทะเบียน และระบบการจัดตารางสอน นอกจากนี้ยังใช้เป็นเครื่องมือในการเพิ่มโอกาสทางด้านการศึกษาและเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน
2. การเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การค้นหาข่าวสาร ข้อมูลต่างๆเป็นไปได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ปัจจุบัน มี
web site ต่างๆเกิดขึ้นมากมาย แต่ละ web siteก็ให้ข้อมูลข่าวสารในเรื่องต่างๆ
3. การเรียนแบบ
online ยังช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนได้ตามขีด ความสามารถของตนเอง ใครมีความสามารถมากก็เรียนได้เร็วกว่า นักเรียนที่ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในห้อง ก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้มากขึ้นผ่านการใช้ email หรือ discussion group
4. สามารถใช้อินเทอร์เน็ต เพื่อค้นหาข้อมูลที่กำลังศึกษาอยู่ได้ ทั้งที่ข้อมูลที่เป็น ข้อความ เสียง ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ เป็นต้น
5. ช่วยเสริมประสิทธิภาพการเรียนการสอนในวิชาต่างๆ เช่น ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ภาษาต่างประเทศ ทำให้บทเรียนมีความน่าสนใจมากขึ้น และเกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น เช่น การแสดงสถาณการณ์จำลอง แบบจำลอง ภาพเคลื่อนไหว แสงสีและเสียงประกอบ นักเรียนสามารถเตรียมตัวก่อนเรียน หรือทบทวนบทเรียนด้วยตนเองเมื่อใดก็ได้ที่มีเวลาว่าง

วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556

1.ขั้นตอนการประมวลผลข้อมูลด้วยเครื่องอิเล็กทรอนิกส์
แบ่งได้ 3 วิธี
1.ขั้นเตรียมข้อมูล 
2.ขั้นตอนการประมวลผล
3.ขั้นตอนการแสดงผลลัพธ์
2.โครงสร้างข้อมูล
บิต (bit) หน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูล
ไบต์ (byte) การนำบิตมารวมกัน
ฟิลด์ (Field) การนำไบต์หลายๆ ไปมารวมกัน
เรคอร์ด (Record) การนำฟิลด์หลายๆ ฟิลด์มารวมกัน
ไฟล์ (file) การเรคอร์ดหลายๆ เรคอร์ดมารวมกัน
ฐานข้อมูล (Database) การนำไฟล์หลายๆ ไฟล์มารวมกัน
3.หน่วยงานที่ทำอยู่สามารถนำแฟ้มข้อมูลและระบบฐานข้อมูลมาใช้ประโยชน์ไดได้บ้าง
หน่วยงานที่ทำอยู่เกี่ยวกับงาน ช่าง(engineer)แฟ้มข้อมูลที่ใช้งานคือแฟ้มการเข้างานของช่าง และ เวลาในการทำโอที
มีประโยชน์ต่อหน่วยงานทำให้เช็คได้ง่ายว่าช่างมาทำงานครบหรือไม่ พนักงานคนไหนทำโอทีบ้าง
4.อธิบายความแตกต่างการประมวลผลข้อมูลแบบกลุ่ม(batch)กับแบบเวลาจริง(Real time)
แบบกลุ่ม(batch)จะเป็นการรวบรวมข้อมูลออกเป็นกลุ่มๆแล้วจึงส่งเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์
ทำการประมวลผลครั้งเดียว
จะไม่มีการตอบโต้กันระหว่างคอมพิวเตอร์กับผู้ใช้งาน
แบบเวลาจริง(Real time) เป็นการประมวลผลที่ส่งเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วจะได้ผลลัพธ์ออกมาทันที
แสดงข้อมูลทันทีโดย(out put)
เช่นการใช้บริการบัตรเครดิตตามห้างต่างๆ

วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2556


งาน 13/01/56
ข้อ1.
ความหมายองค์ประกอบของคอมพิวเตอร์
1. Hardware
2.
Software
3.
People
4.
Data/Information
1. Hardware คือ ลักษณะทางกายภาพของคอมพิวเตอร์ คืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ แบ่งเป็น 5 ส่วน คือ
1.1
Input Unit หน่วยรับข้อมูล เช่น แป้นพิมพ์, เมาส์, ปากกาแสง, ไมโครโฟน, เครื่องสแกนเนอร์, เครื่องอ่านรหัสแท่ง ฯลฯ
1.2
CPU : Central Processing Unit
ทำหน้าที่ประมวลผลหลังจากที่ได้รับข้อมูลแล้ว แบ่งเป็น 3 ส่วนหลักคือ
- หน่วยคำนวณและตรรกะ (
Arithmetic Logic Unit : ALU)
มีหน้าที่ในการคำนวณและเปรียบเทียบตรรกะในการคำนวณ
- หน่วยควบคุม (
Control Unit : CU)
มีหน้าที่ควบคุมการรับ - ส่ง คำสั่งและข้อมูลเพื่อประสานงานกับหน่วยต่าง ๆ
- หน่วยความจำหลัก (
Main Memory) มีหน้าที่จัดเตรียมที่พักในการเก็บข้อมูลแบบชั่วคราว มี 2 ชนิด คือROM : Read Only Memory

หน่วยความจำหลักที่ไม่ลบเลือน (ไฟดับข้อมูลไม่หาย)
RAM : Random Access Memory

หน่วยความจำหลักแบบลบเลือน (ไฟดับ ข้อมูลหาย)
1.3
Output Unit หน่วยแสดงผล เช่น จอภาพ, อุปกรณ์ฉายแสง, ลำโพง,
เครื่องพิมพ์
1.4
Secondary Storage
หน่วยเก็บสำรองข้อมูล มี 2 แบบ คือ
- หน่วยความจำสำรองที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยตรง (
Direct Access Storage Devices) สามารถเข้าไปกระทำกับข้อมูลที่เก็บในอุปกรณ์ชนิดนั้นโดยตรง ได้แก่ จานแม่เหล็ก (Harddisk, Floppy disk), จานแสง (CD-ROM, DVD, WORM Disk, Rewriteable Optical Disk) , Flash Memory

- หน่วยความจำสำรองที่สามารถเข้าถึงข้อมูลแบบเรียงลำดับ (
Sequential Access Storage Devices) เก็บข้อมูลแบบเรียงลำดับกันไปตั้งแต่แรกจนถึงตำแหน่งสุดท้าย ได้แก่ เทปแม่เหล็ก และ เทปรีล
2. Software หมายถึง ชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่สั่งการให้คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบของฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ทำงานตามความต้องการ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
2.1
System Software ซอฟต์แวรระบบ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
2..1.1
Operating System: OS ซอฟต์แวรระบบปฏิบัติการทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่ต่อพ่วงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้แก่ UNIX, LINUK, MS-DOS, WINDOWS

2.1.2
Utilities Program โปรแกรมอรรถประโยชน์ ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้งาน เช่น Disk Defragmenter, Disk Cleanup ,Backup
2.1.3 โปรแกรมแปลภาษา มี 3 ชนิด
-
Assembler

แปลภาษาแอสแซมบลีซึ่งเป็นภาษาระดับต่ำให้เป็นภาษาเครื่อง
-
Compiler

แปลภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง โดยใช้หลักการแปลทั้งโปรแกรม
-
Interpreter

แปลภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง โดยใช้หลักการแปลทีละคำสั่ง
2.2
Application Software โปรแกรมประยุกต์หรือโปรแกรมสำเร็จรูป เช่น SPSS, Photoshop, Microsoft Office, PowerDVD, MSN ฯลฯ
3. Peoplewareบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ได้แก่ ผู้บริหารงานคอมพิวเตอร์, นักออกแบบระบบ, นักวิเคราะห์ระบบ, นักเขียนโปรแกรม, นักบำรุงรักษาโปรแกรม, พนักงานคีย์ข้อมูล ฯลฯ
4. Data/Information ข้อมูลและสารสนเทศ
ข้อ2.
หอพักหรือโรงแรม
ใช้  Software. ในการเข้ามาบริหารธุรกิจ
เช่นการใช้โปรแกรมประยุกต์มาช่วยในการพัฒนาธุรกิจ ให้ง่ายขึ้นยกตัวอย่างเช่นโปรแกรม Dreamwave มาช่วยในการแนะนำ หอพักหรือโรงแรมของเรา ช่วยให้คนอื่นรู้จักหอพัก หรือ โรงแรมของเรามากขึ้น ช่วยในการ สอบถามหรือจองห้องพักง่ายขึ้น
ยาเสพติด เป็นภัยต่อชีวิต เป็นพิษต่อสังคมสโลแกนนี้คนไทยทุกคนคงจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ และพยายามร่วมมือกันต่อต้านการแพร่ระบาดของยาเสพติด จึงได้มีการประกาศให้วันที่ 26 มิถุนายนของทุกปีเป็น วันต่อต้านยาเสพติดเพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงพิษภัยและโทษของยาเสพติด ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ได้เผชิญกับปัญหายาเสพติดเช่นเดียวกัน และนับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น
สำนักงานสถิติแห่งชาติเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลสำรวจในปี 2555 นายวิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยว่าเกือบครึ่งของประชาชนระบุว่ายังคงมีปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดในชุมชน/หมู่บ้าน (ร้อยละ 40.4) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่มีประชาชนประมาณ 1 ใน 3 ที่ระบุว่ามีปัญหาฯ (ร้อยละ 32.2)  


ปัญหายาเสพติดไม่ใช่ปัญหาของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบกับทุกภาคส่วนในวงกว้าง และเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาชญากรรม ความรุนแรงต่างๆ นำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน การแก้ไขปัญหายาเสพติดไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกันสอดส่องดูแลการแพร่ระบาดของยาเสพติด โดยเริ่มต้นจากการสร้างครอบครัวให้มีความรัก ความอบอุ่น มีการดูแลเอาใจใส่บุคคลในครอบครัว เพื่อเป็นเกราะป้องกันภัยยาเสพติด สังคมไทยจะได้น่าอยู่ สงบสุขอย่างยั่งยืน....
คุณ....คือพลัง......หยุดยั้งยาเสพติด!!!!